“มะเร็งลำไส้” ถือเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่คนไทยเป็นมากที่สุด!
โดยโรคนี้พบได้ทั้งชายและหญิงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน แม้สาเหตุที่ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งในลำไส้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่แพทย์มีการคาดว่าอาจจะเกิดจากหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือ ความผิดปกติที่เกิดในระบบขับถ่าย อาทิ ท้องผูกเรื้อรัง
ปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้
- การถ่ายทอดของยีนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์
- การบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ เนื้อแดง อาหารไขมันสูง เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก
- การมีสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน
- ความผิดปกติที่เกิดในลำไส้หรือระบบขับถ่าย อาทิ ท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้อักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน
- การไม่บริโภคผักและผลไม้
- การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า
- ไม่ออกกำลังกาย มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ชอบนั่งอยู่กับที่นานๆ ไม่ค่อยมีการขยับร่างกายไปมา
สำหรับอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งลำไส้ เช่น ระบบการขับถ่ายอุจจาระเริ่มผิดปกติ มีท้องผูกบ้างท้องเสียบ้าง เป็นๆ หายๆ นอกจากนี้อาการท้องผูกโดยไม่ทราบสาเหตุนั้นอาจจะเป็นสัญญาณของ โรคมะเร็งลำไส้ เนื่องจากก้อนเนื้อร้ายที่เกิดในลำไส้ใหญ่ไปปิดกั้นช่องทางการเคลื่อนที่ของอุจจาระ ทำให้ถ่ายไม่ออก
การตรวจพบมะเร็งลำไส้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีความสำคัญมาก เพราะจะทำให้เพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้
โดยการรักษาโรคมะเร็งลำไส้นั้นหลักๆ มี 3 วิธี คือ การผ่าตัด การใช้รังสีรักษา และการใช้เคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะต้องเช็กสภาพความพร้อมของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสุขภาพ อายุ และระยะของมะเร็ง แล้วถึงจะวางแผนการรักษาได้ ทางทีดีควรป้องกันตัวเองแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงของโรค
ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้ดี รวมถึงอาหารที่ช่วยปรับสมดุลและเสริมสร้างสุขภาพของลำไส้เพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก
- งดการบริโภคอาหารที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น เนื้อแดง อาหารไขมันสูง รวมถึงงดการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า
- ควบคุมการขับถ่ายให้เป็นเวลา ระวังอย่าให้ท้องผูก
- ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด
- เพิ่มจุลินทรีย์สุขภาพโปรไบโอติก BB536 ด้วยอาหารเสริมจุลินทรีย์สุขภาพโปรไบโอติก Combif AR ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ชนิดดีในทางเดินอาหาร โดยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ชนิดดีให้มีปริมาณที่มากพอจะทำให้จุลินทรีย์ร้ายไม่สามารถยึดเกาะกับผนังลำไส้ได้ จึงถูกขับออกไปทางอุจจาระ และยังสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อสู้ และยับยั้งจุลินทรีย์ร้ายไม่ให้ก่อโรคอีกด้วย
ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ยาระบายเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันนานๆ เพราะจะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะดื้อยาส่งผลให้ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข