
สร้างความสับสนให้ผู้ป่วยได้ไม่น้อยสำหรับ “โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV” เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัด อย่างไรก็ตาม โรคนี้อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากเชื้อลงไปสู่ระบบหายใจส่วนล่าง
ไม่อยากเสี่ยงป่วยหนัก เรามาทำความรู้จักโรคนี้กัน
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV เป็นโรคที่สามารถพบได้มากในช่วงปลายฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว การติดเชื้อของเชื้อไวรัส RSV เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ของผู้ป่วย สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางม่านตา จมูก ปาก หรือสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการจับมือ และแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอหรือจาม
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักมีอาการ 4-6 วัน หลังได้รับเชื้อ อาการโดยทั่วไปคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ หากพบว่าเชื้อลงไปสู่ระบบหายใจส่วนล่าง ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรง หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ไอรุนแรง ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบบางรายรุนแรงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ โดยมักเกิดอาการที่รุนแรงในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี ผู้มีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือปอด หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ
สำหรับการตรวจรักษาในผู้ป่วยที่พบว่ามีอาการบ่งชี้นั้น แพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อไวรัส RSV จากสารคัดหลั่งในจมูก การรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และไม่มียารักษา แพทย์จะดำเนินการรักษาตามอาการของผู้ป่วย แต่หากพบว่าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรงต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
วิธีป้องกันการติดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัส RSV
1. หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนแออัด
2. ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์
3. หมั่นทำความสะอาดเครื่องใช้และอุปกรณ์ภายในบ้านที่สัมผัสบ่อย ๆ เช่น ลูกบิด ราวบันได รีโมท ของเล่นเด็ก เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ รวมถึงระวังเรื่องการทิ้งและกำจัดขยะ โดยเฉพาะทิชชูที่ใช้แล้ว ควรทิ้งลงถังขยะที่ปิดมิดชิด
4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ปรุงสุกใหม่ และใช้ช้อนกลางเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
5. ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำของตัวเอง และหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่ผู้ป่วยใช้แล้ว
6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
7. รักษาความอบอุ่นให้แก่ร่างกายในช่วงอากาศเย็น
ทั้งนี้ ทุกคนในบ้านควรชำระร่างกายให้สะอาด เพื่อลดความเสี่ยงการเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาแพร่กระจายให้บุคคลภายในบ้าน และควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ